บริษัทควรทำอะไรหลังรู้ว่าใครคือ UBO ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง

บริษัทควรทำอะไรกับข้อมูล UBO หลังจากรู้ว่าใครคือผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง เข้าใจวิธีใช้ข้อมูล UBO ตรวจสอบคู่ค้า ลูกค้า พาร์ทเนอร์ ประเมินเวนเดอร์ และทำ Due Diligence
บริษัทควรทำอะไรหลังรู้ว่าใครคือ UBO ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง

หลังจากรู้แล้วว่า UBO หรือผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงคือใคร คำถามที่สำคัญกว่าสำหรับธุรกิจคือข้อมูลนี้ควรถูกนำไปใช้ทำอะไร การรู้แค่ชื่อบริษัทหรือผู้ถือหุ้นชั้นแรกอาจไม่พอ หากสิ่งที่ต้องตัดสินใจคือการเลือกคู่ค้า การร่วมลงทุน หรือการทำธุรกรรมที่ต้องเข้าใจว่าใครอยู่เบื้องหลังบริษัทจริงๆ

ลองนึกภาพสถานการณ์ที่บริษัทกำลังจะเซ็นสัญญาซื้อขายมูลค่าหลายล้านบาทกับซัพพลายเออร์รายใหม่ ฝ่ายจัดซื้อตรวจสอบชื่อบริษัท ดูหนังสือรับรอง และเห็นว่าทุกอย่างถูกต้องตามเอกสาร แต่สิ่งที่ยังไม่รู้คือ ใครคือบุคคลที่ได้รับเงินจากสัญญานี้จริงๆ ผ่านโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่อาจซ่อนอยู่หลังนิติบุคคลอีกชั้นหนึ่ง นี่คือจุดที่ข้อมูล UBO (Ultimate Beneficial Owner) เข้ามามีบทบาท และเป็นเหตุผลที่บทความนี้จะพาไปดูว่าควรใช้ข้อมูลนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์จริง

รู้ UBO แล้ว ธุรกิจควรใช้ข้อมูลนี้ทำอะไรต่อ

UBO คือบุคคลธรรมดาที่ได้รับประโยชน์หรือมีอำนาจควบคุมบริษัทอยู่เบื้องหลังโครงสร้าง แม้ชื่อของเขาอาจไม่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นชั้นแรก การรู้จักผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงในระดับนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เหมือนรู้ว่ามีกุญแจอยู่ แต่ยังไม่รู้ว่ากุญแจนั้นเปิดประตูไปสู่อะไร

สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเข้าใจว่าข้อมูล UBO มีผลต่อการตรวจสอบบริษัทอย่างไร ข้อมูลนี้ช่วยให้เห็นคนที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างบริษัท แทนที่จะดูแค่ชื่อผู้ถือหุ้นชั้นแรกซึ่งบางครั้งเป็นเพียงตัวแทนหรือนิติบุคคลที่ถือหุ้นต่อกันหลายชั้น ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติว่าบริษัท A มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัท B ซึ่งจดทะเบียนในต่างประเทศ และบริษัท B มีผู้ถือหุ้น 100% เป็นนาย C คนหนึ่ง ถ้าดูแค่ทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท A จะเห็นแค่ชื่อบริษัท B แต่ข้อมูล UBO จะพาไปถึงนาย C ซึ่งเป็นคนที่ควบคุมและได้รับประโยชน์จริงจากทั้งสองบริษัท

ข้อมูล UBO เกี่ยวข้องกับการเลือกคู่ค้า การประเมินเวนเดอร์ การร่วมลงทุน และการทำ Due Diligence (การตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ) ในทุกสถานการณ์เหล่านี้ คำถามที่ธุรกิจต้องตอบคือ รู้แล้วจะใช้ข้อมูลนี้ทำอะไรต่อ มากกว่าแค่รู้ว่า UBO คือใคร เพราะการมีข้อมูลโดยไม่รู้จะใช้อย่างไรก็ไม่ต่างจากการมีแผนที่แต่ไม่รู้จะเดินทางไปไหน

ทำไมข้อมูล UBO ถึงเริ่มสำคัญต่อการทำธุรกิจมากขึ้น

หลายธุรกิจเริ่มต้องตรวจสอบว่าใครอยู่เบื้องหลังบริษัทคู่ค้า ไม่ใช่เพราะกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่เพราะการดูแค่ชื่อบริษัท กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นชั้นแรกเริ่มไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความเสี่ยงที่แท้จริง โลกธุรกิจปัจจุบันมีการตั้งบริษัทข้ามประเทศ การใช้บริษัทโฮลดิ้งเพื่อบริหารภาษีอย่างถูกกฎหมาย และการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้โครงสร้างความเป็นเจ้าของซับซ้อนกว่าเดิมมาก

โครงสร้างถือหุ้นหลายชั้น บริษัทโฮลดิ้ง หรือผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคล อาจทำให้เห็นเจ้าของที่แท้จริงไม่ชัดเจน ลองนึกถึงบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทอีกแห่ง และบริษัทนั้นก็มีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทอีกแห่งต่อไปอีก หากไล่ตามไปเรื่อยๆ อาจพบว่ามีสามหรือสี่ชั้นกว่าจะถึงบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของจริง ความซับซ้อนแบบนี้ทำให้คนที่ต้องการตรวจสอบบริษัทคู่ค้าไม่สามารถพึ่งพาการดูทะเบียนผู้ถือหุ้นชั้นแรกเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

มาตรฐานสากลให้ความสำคัญกับการเข้าถึงข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อช่วยให้ตรวจสอบความโปร่งใสของนิติบุคคลได้ดีขึ้น โดยเน้นที่ระบบและกลไกของแต่ละประเทศในการเข้าถึงข้อมูลที่เพียงพอ ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพราะหลายกรณีทั่วโลกพบว่าโครงสร้างบริษัทที่ซับซ้อนถูกใช้เพื่อซ่อนตัวตนของผู้ได้รับประโยชน์จริง ทำให้การตรวจสอบทำได้ยากขึ้นและเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงด้านการฟอกเงินหรือการหลีกเลี่ยงภาษี

ข้อมูล UBO จึงเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ธุรกิจควรใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ข้อมูลที่มีไว้เพียงเพื่อให้ดูเหมือนผ่านเกณฑ์บางอย่าง เมื่อใช้ถูกทาง ข้อมูล UBO ช่วยให้มองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างเจ้าของได้ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาจริง เหมือนการตรวจสุขภาพก่อนป่วย มากกว่าการรอให้เกิดอาการแล้วค่อยแก้ไข

บริษัทควรทำอะไรกับข้อมูล UBO บ้าง

เมื่อมีข้อมูล UBO อยู่ในมือแล้ว สิ่งที่ควรทำกับข้อมูลนี้มีอยู่หลายด้าน แต่ละด้านตอบโจทย์สถานการณ์ทางธุรกิจที่ต่างกัน

1.ใช้ตรวจสอบว่าใครอยู่เบื้องหลังบริษัทคู่ค้า

ข้อมูล UBO ช่วยให้ไม่ดูแค่ชื่อบริษัทหรือผู้ถือหุ้นชั้นแรก แต่เห็นภาพว่าใครอาจเป็นผู้ได้รับประโยชน์หรือมีอำนาจควบคุมที่แท้จริงในโครงสร้างนั้น ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ บริษัทคู่ค้าที่ดูเหมือนเป็นบริษัทอิสระ แต่จริงๆ แล้วมีผู้มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวกันกับบริษัทคู่แข่งของคุณ การรู้ข้อมูลนี้ก่อนทำสัญญาช่วยให้ประเมินความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อนได้ตั้งแต่ต้น

2.ใช้ประเมินความโปร่งใสของโครงสร้างผู้ถือหุ้น

หากบริษัทมีโครงสร้างหลายชั้น ถือหุ้นผ่านนิติบุคคล หรือมีความเชื่อมโยงหลายบริษัท ข้อมูล UBO ช่วยให้ตั้งคำถามต่อได้ตรงจุดมากขึ้น เช่น หากพบว่าบริษัทที่กำลังจะร่วมทุนมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ต้องไล่ผ่านสี่ชั้นกว่าจะถึงตัวบุคคล คำถามที่ควรถามคือทำไมโครงสร้างถึงซับซ้อนขนาดนี้สำหรับธุรกิจขนาดกลางที่ดำเนินงานในประเทศเดียว

3.ใช้ประกอบการทำ Due Diligence ก่อนร่วมลงทุนหรือทำสัญญา

สำหรับนักลงทุน เจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหาร ข้อมูล UBO ช่วยให้เข้าใจความเสี่ยงเชิงเจ้าของและอำนาจควบคุมก่อนตัดสินใจผูกพันทางธุรกิจ สมมติว่ากำลังพิจารณาลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่ง การรู้ว่า UBO ของบริษัทนั้นเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ถูกเพิกถอนทะเบียนมาก่อน ย่อมเป็นข้อมูลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

4.ใช้คัดกรอง Vendor หรือพาร์ทเนอร์ที่มีความเสี่ยง

โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทต้องการตรวจสอบคู่ค้า ซัพพลายเออร์ หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมมูลค่าสูง ข้อมูล UBO ช่วยคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่ต้น แทนที่จะรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยมาสืบหาทีหลังว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังบริษัทที่ทำธุรกิจด้วยจริงๆ

5.ใช้เตรียมข้อมูลของบริษัทตัวเองให้พร้อมหากถูกตรวจสอบ

บริษัทควรรู้ว่าโครงสร้างเจ้าของของตัวเองอธิบายได้ชัดเจนหรือไม่ ข้อมูลผู้ถือหุ้น กรรมการ และผู้มีอำนาจตรงกับข้อมูลที่ตรวจสอบได้จริงหรือไม่ เพราะวันหนึ่งบริษัทอาจกลายเป็นฝ่ายที่ถูกธนาคารหรือคู่ค้าองค์กรใหญ่ขอข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงเช่นกัน การเตรียมคำอธิบายโครงสร้างไว้ล่วงหน้าช่วยให้กระบวนการนั้นราบรื่นกว่ามาก


ทั้งหมดข้อนี้คือคำตอบของคำถามว่าธุรกิจควรใช้ข้อมูล UBO ทำอะไร ไม่ใช่การเก็บไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงเฉยๆ บนเอกสารที่ไม่มีใครเปิดดูอีก

บริษัทควรรู้อะไรเกี่ยวกับ UBO ก่อนตรวจสอบคู่ค้า

เมื่อจะใช้ข้อมูล UBO ตรวจสอบบริษัทอื่น มีจุดที่ควรพิจารณาให้ครบก่อนสรุปผล เพราะการมองข้ามจุดใดจุดหนึ่งอาจทำให้ภาพรวมที่ได้ไม่สมบูรณ์

ใครคือบุคคลธรรมดาที่อยู่ปลายทางของการถือหุ้นเป็นคำถามแรกที่ต้องตอบให้ได้ บางครั้งคำตอบนี้ชัดเจนตั้งแต่ชั้นแรก แต่บางครั้งต้องไล่ผ่านหลายขั้นตอนกว่าจะถึงตัวบุคคลจริง จากนั้นต้องดูว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นมีหลายชั้นหรือไม่ มีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทโฮลดิ้งหรือนิติบุคคลอื่นเข้ามาคั่นกลางหรือไม่ ยิ่งมีชั้นมากเท่าไร ยิ่งต้องใช้เวลาตรวจสอบมากขึ้นเท่านั้น

กรรมการ ผู้มีอำนาจ และผู้ถือหุ้นของบริษัทที่กำลังตรวจสอบมีความเชื่อมโยงกับบริษัทอื่นมากน้อยแค่ไหนก็เป็นข้อมูลสำคัญ เพราะอาจบ่งชี้ว่าบุคคลเดียวกันอยู่เบื้องหลังหลายบริษัทพร้อมกัน ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยคือกรรมการคนหนึ่งที่มีชื่อในบริษัทสิบกว่าแห่ง ซึ่งอาจเป็นเรื่องปกติสำหรับนักธุรกิจที่มีหลายกิจการจริง หรืออาจเป็นสัญญาณของการใช้นิติบุคคลเป็นเครื่องมือบางอย่างที่ควรตรวจสอบเพิ่ม

หากโครงสร้างมีจุดที่อาจทำให้ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงไม่ชัดเจน ไม่ได้แปลว่าบริษัทนั้นมีปัญหาเสมอไป แต่เป็นจุดที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ ความซับซ้อนของโครงสร้างอาจมาจากเหตุผลทางธุรกิจที่ถูกต้อง เช่น การวางแผนภาษีระหว่างประเทศที่ทำถูกกฎหมาย หรืออาจมาจากความตั้งใจที่จะซ่อนตัวตนของผู้ได้รับประโยชน์จริง ซึ่งต้องดูบริบทอื่นประกอบก่อนจะสรุป

ข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงที่เห็นควรดูร่วมกับข้อมูลอื่นเสมอ เช่น งบการเงิน ประวัติธุรกิจ ความเชื่อมโยงทางธุรกิจ และพฤติกรรมการดำเนินงานของบริษัทนั้นในภาพรวม การตัดสินใจจากข้อมูล UBO เพียงชุดเดียวอาจให้ภาพที่ไม่ครบถ้วน เหมือนการตัดสินคนจากการเห็นแค่หน้าตาโดยไม่รู้ประวัติความเป็นมา

มีข้อมูล UBO แล้ว บริษัทน่าเชื่อถือขึ้นจริงไหม

คำตอบของคำถามนี้คือ ข้อมูล UBO ที่ชัดเจนช่วยให้บริษัทตรวจสอบได้มากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้บริษัทน่าเชื่อถือโดยอัตโนมัติ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการคิดว่าถ้ารู้ผู้รับผลประโยชร์ที่แท้จริงแล้วก็เท่ากับบริษัทนั้นปลอดภัยที่จะทำธุรกิจด้วย ซึ่งไม่ใช่ความจริงเสมอไป

ข้อมูล UBO ทำหน้าที่เป็นสัญญาณความโปร่งใส ไม่ใช่หลักฐานยืนยันความน่าเชื่อถือ การเห็นว่าใครอยู่เบื้องหลังบริษัทช่วยลดความไม่ชัดเจนในขั้นตอนการตัดสินใจ แต่ความน่าเชื่อถือที่แท้จริงยังต้องดูร่วมกับงบการเงิน ประวัติธุรกิจ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น ความเชื่อมโยงทางธุรกิจ และพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจโดยรวม ลองนึกถึงกรณีที่ทราบ ผู้กุมอำนาจสูงสุดของบริษัทคู่ค้าชัดเจนทุกอย่าง แต่บริษัทนั้นกลับมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ซ้ำๆ หรือมีงบการเงินที่แสดงผลขาดทุนต่อเนื่องหลายปี ข้อมูล UBO ที่ชัดเจนในกรณีนี้ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงินที่มีอยู่จริงเลย

สำหรับนักลงทุน ข้อมูล UBO ควรถูกใช้เพื่อดูว่าบริษัทมีโครงสร้างเจ้าของซับซ้อนหรือไม่ ใครมีอำนาจควบคุมจริง และบริษัทนั้นมีความเชื่อมโยงกับบริษัทอื่นในลักษณะใด นักลงทุนที่กำลังพิจารณาเข้าถือหุ้นในบริษัทหนึ่งควรใช้ข้อมูลนี้ร่วมกับการวิเคราะห์ผลประกอบการและแผนธุรกิจ ไม่ใช่ใช้แทนกัน ส่วนเจ้าของธุรกิจที่ต้องตรวจสอบคู่ค้าควรใช้ข้อมูล UBO เพื่อประเมินว่า Vendor หรือพาร์ทเนอร์ที่กำลังจะร่วมงานมีโครงสร้างที่ตรวจสอบได้ชัดเจนหรือไม่ และนำไปประกอบกับการตรวจสอบด้านอื่นเพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์

บริษัทที่มีข้อมูล UBO ชัดเจนอาจช่วยให้กระบวนการตรวจสอบทำได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่ข้อมูลนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าบริษัทไม่มีความเสี่ยงเลย ข้อมูล UBO ไม่ได้บอกว่าบริษัทดีหรือไม่ดี แต่ช่วยให้คนตัดสินใจเห็นว่าใครอยู่เบื้องหลังบริษัท และควรตรวจสอบอะไรต่อก่อนร่วมธุรกิจด้วยกัน

ข้อมูล UBO ควรถูกดูร่วมกับข้อมูลอะไรบ้าง

ข้อมูล UBO ไม่ควรถูกดูเดี่ยวๆ แต่ควรนำไปประกอบกับข้อมูลชุดอื่นเพื่อให้เห็นภาพที่ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ การดูข้อมูลเพียงชุดเดียวเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์โดยมีชิ้นส่วนไม่ครบ ภาพที่ได้อาจดูเหมือนสมบูรณ์แต่ขาดรายละเอียดสำคัญ

โครงสร้างผู้ถือหุ้น

ช่วยให้เห็นว่าใครถือหุ้นโดยตรง ใครถือผ่านนิติบุคคล และมีโครงสร้างหลายชั้นหรือไม่ ซึ่งเป็นบริบทที่ทำให้ข้อมูล UBO มีความหมายมากขึ้น เพราะการรู้ปลายทางของผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด โดยไม่รู้ทางเดินระหว่างนั้นทำให้ขาดความเข้าใจว่าโครงสร้างถูกออกแบบมาอย่างไรและทำไม

กรรมการและผู้มีอำนาจ

บอกว่าใครมีอำนาจตัดสินใจหรือมีบทบาทสำคัญในการบริหารบริษัทจริง ซึ่งบางครั้งอาจไม่ตรงกับสัดส่วนการถือหุ้นที่ปรากฏ เช่น กรรมการที่มีอำนาจลงนามเต็มที่อาจไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เลย แต่กลับมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจรายวันมากกว่า UBO ที่อยู่เบื้องหลัง

ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทและบุคคล

ช่วยให้เห็นว่าผู้ถือหุ้นหรือกรรมการของบริษัทนั้นเกี่ยวข้องกับบริษัทอื่นอย่างไร เพราะความเสี่ยงบางอย่างไม่ได้อยู่ที่บริษัทเดียว แต่กระจายอยู่ในเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอย่างกลุ่มบริษัทโฮลดิ้ง ตัวอย่างเช่น หากบริษัทคู่ค้ามีกรรมการคนเดียวกันกับบริษัทที่กำลังมีปัญหาทางการเงินอยู่อีกแห่ง ความเสี่ยงนั้นอาจส่งผลกระทบทางอ้อมมาถึงบริษัทที่กำลังจะทำธุรกิจด้วย

ประวัติธุรกิจและสถานะบริษัท

แสดงความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือในภาพรวม บริษัทที่ดำเนินงานต่อเนื่องมานานสิบปีมีความเสี่ยงต่างจากบริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนได้หกเดือนแต่อ้างว่ามีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมายาวนาน

งบการเงินหรือข้อมูลทางการเงิน

บอกว่าบริษัทมีสถานะทางการเงินที่สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจที่อ้างหรือไม่ บริษัทที่อ้างว่าเป็นผู้นำตลาดแต่งบการเงินแสดงรายได้ต่ำผิดปกติ เป็นจุดที่ควรตั้งคำถามเพิ่มแม้จะมีข้อมูล UBO ที่ชัดเจนแล้วก็ตาม

สัญญาณโครงสร้างซับซ้อน

เช่น ผู้ถือหุ้นนิติบุคคลหลายชั้น บริษัทโฮลดิ้ง ผู้ถือหุ้นต่างประเทศ การเปลี่ยนผู้ถือหุ้นบ่อย หรือโครงสร้างที่ทำให้ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงไม่ชัดเจน ควรถูกนำมาพิจารณาประกอบกับข้อมูล UBO เสมอ เพราะแต่ละสัญญาณเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลทางธุรกิจที่ถูกต้อง หรืออาจเป็นจุดที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละกรณี


เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดนี้มาดูร่วมกัน ข้อมูล UBO (Ultimate Beneficial Owner) จะมีน้ำหนักและความหมายมากกว่าการดูตัวเลขหรือชื่อบุคคลเพียงอย่างเดียว เหมือนการดูภาพรวมของปริศนาทั้งหมด แทนที่จะดูแค่ชิ้นส่วนเดียว

Corpus X ดูข้อมูล UBO และความเชื่อมโยงบริษัทในประเทศไทยได้อย่างไร

การใช้ข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner) หรือ UBO ให้มีประโยชน์ไม่ได้จบที่การรู้ชื่อบุคคลหนึ่งคน แต่ต้องดูโครงสร้างผู้ถือหุ้น กรรมการ ผู้มีอำนาจ และความเชื่อมโยงของบริษัทหลายชั้นร่วมกัน การตรวจสอบด้วยตนเองในลักษณะนี้อาจใช้เวลานานและมองไม่เห็นความสัมพันธ์บางจุดที่ซ่อนอยู่ระหว่างบริษัท

ลองนึกภาพทีมจัดซื้อที่ต้องตรวจสอบซัพพลายเออร์รายใหม่สิบบริษัทพร้อมกัน หากต้องไล่ดูทะเบียนผู้ถือหุ้นทีละบริษัท ตามหากรรมการที่อาจเชื่อมโยงกับบริษัทอื่น และรวบรวมงบการเงินมาเปรียบเทียบเอง กระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายวันต่อบริษัทหนึ่งราย และยังมีโอกาสที่จะมองข้ามความเชื่อมโยงสำคัญที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด

Corpus X ช่วยให้ผู้ใช้งานดูข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ UBO ในประเทศไทย เช่น โครงสร้างผู้ถือหุ้น กรรมการ ผู้มีอำนาจ และความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท บุคคล ผู้ถือหุ้น และเครือธุรกิจ ผ่านข้อมูลและฟีเจอร์ Linkage เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบและการทำ Due Diligence แทนที่จะต้องเปิดหลายแหล่งข้อมูลและไล่เชื่อมโยงเองทีละจุด

ข้อมูลที่ Corpus X รวบรวมไว้ช่วยลด Blind Spot ที่เกิดจากการตรวจสอบทีละจุด ทำให้เห็นภาพรวมของโครงสร้างเจ้าของและความเชื่อมโยงทางธุรกิจได้เร็วขึ้น ทั้งการตรวจสอบคู่ค้าก่อนทำสัญญา การประเมิน Vendor ก่อนร่วมงาน และการเตรียมข้อมูลของบริษัทตัวเองให้พร้อมสำหรับการถูกตรวจสอบ เมื่อข้อมูลที่กระจัดกระจายถูกรวมไว้ในมุมมองเดียว การตัดสินใจที่เคยต้องใช้เวลาหลายวันอาจทำได้ภายในเวลาไม่กี่นาที


ทดลองใช้ Corpus X ฟรี ดูข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) และความเชื่อมโยงบริษัท เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจที่ต้องเข้าใจว่าใครอยู่เบื้องหลังบริษัทจริงๆ