
หลายธุรกิจตัดสินใจเปิดตลาดใหม่หรือเพิ่มสินค้าจากความรู้สึกว่า "ตลาดน่าจะโต" มากกว่าข้อมูลจริง บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนโอกาสอาจเป็นตลาดที่แข่งขันสูง กำไรบางลง หรือเริ่มอิ่มตัวไปแล้ว ก่อนลงทุน ธุรกิจควรรู้จักตลาดจากข้อมูล ไม่ใช่จากความรู้สึก
ปัจจุบันธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลจดทะเบียนบริษัท งบการเงิน และข้อมูลอุตสาหกรรมเพื่ออ่านทิศทางตลาดได้ แม้ไม่ใช่องค์กรขนาดใหญ่ บทความนี้อธิบายว่า Market Analysis คืออะไร ต้องดูข้อมูลอะไร และนำมาใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้จริงอย่างไร
Market Analysis คืออะไร ต่างจากการวิจัยตลาดอย่างไร
หลายคนใช้คำว่าวิเคราะห์ตลาด (Market Analysis) และการวิจัยตลาด (Market Research) สลับกัน แต่ทั้งสองมีเป้าหมายต่างกัน
การวิจัยตลาดเน้นการเก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมและความคิดเห็นของลูกค้า เช่น ลูกค้าต้องการอะไร ซื้อเพราะเหตุผลใด หรือรู้สึกอย่างไรกับสินค้า ส่วนการวิเคราะห์ธุรกิจในเชิงตลาดหรือ Market Analysis คือการมองภาพรวมของตลาดทั้งหมด เพื่อประเมินว่าตลาดนั้นมีขนาดเท่าไหร่ ใครเป็นผู้เล่น ตลาดกำลังโตหรือหดตัว และธุรกิจควรวางตำแหน่งตัวเองอย่างไร
เปรียบเทียบ | การวิจัยตลาด | การวิเคราะห์ตลาด |
จุดประสงค์ | เข้าใจลูกค้า | เข้าใจภาพรวมตลาด |
คำถามที่ตอบ | ลูกค้าต้องการอะไร | ตลาดเป็นอย่างไร |
ข้อมูลที่ใช้ | แบบสอบถาม สัมภาษณ์ | งบการเงิน จดทะเบียน สถิติ |
ผลลัพธ์ | พฤติกรรมผู้บริโภค | โอกาสและความเสี่ยงของตลาด |
การวิเคราะห์ตลาดจึงตอบคำถามสำคัญสี่ข้อ ได้แก่ ควรเข้าไปแข่งในตลาดนี้ไหม ตลาดยังมีพื้นที่ให้เติบโตหรือไม่ คู่แข่งแข็งแรงแค่ไหน และธุรกิจควรวางตำแหน่งตัวเองอย่างไร คำตอบจากสี่ข้อนี้คือพื้นฐานของการตัดสินใจลงทุนที่อิงข้อมูลจริง
ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ตลาดในไทย
การวิเคราะห์ตลาดสามารถเริ่มจากข้อมูลที่เข้าถึงได้จริง ไม่จำเป็นต้องซื้อรายงานวิจัยตลาดราคาแพง ในไทยมีแหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์ธุรกิจได้หลายประเภท และแต่ละประเภทช่วยตอบคำถามที่ต่างกัน
ข้อมูลจดทะเบียนบริษัทจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บอกได้ว่ามีผู้เล่นกี่รายในอุตสาหกรรม บริษัทใหม่เกิดขึ้นเร็วแค่ไหน และมีบริษัทเลิกกิจการมากน้อยเพียงใด ถ้าจำนวนบริษัทใหม่เพิ่มขึ้นเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจสะท้อนว่าตลาดกำลังได้รับความสนใจ แต่ถ้าเพิ่มเร็วเกินไปก็อาจสะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในเวลาเดียวกัน
งบการเงินของบริษัทในอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลที่ลึกกว่า เช่น รายได้รวมของอุตสาหกรรม อัตรากำไรเฉลี่ย และบริษัทใดกำลังเติบโตเร็วกว่าตลาด ถ้ารายได้รวมของอุตสาหกรรมโตต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดยังขยายตัว แต่ถ้ารายได้โตแต่กำไรเฉลี่ยลดลง อาจแปลว่าการแข่งขันเริ่มกดดันส่วนต่างกำไรของทุกรายในตลาด
ข้อมูลอุตสาหกรรมจากหน่วยงานรัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ หรือสมาคมวิชาชีพ ให้ภาพรวมมหภาคที่ช่วยเชื่อมตลาดเฉพาะกับทิศทางเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งมีผลต่อการวางแผนการลงทุนระยะยาว
ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดและอัตราการเติบโตของคู่แข่ง คือชั้นข้อมูลสุดท้ายที่ช่วยให้เห็นว่าธุรกิจไหนกำลังโตเร็วกว่าตลาด และโตจากอะไร การวิเคราะห์คู่แข่งจากงบการเงินจริงช่วยให้ประเมินได้ว่าคู่แข่งรายใดกำลังสะสม market share และธุรกิจตัวเองอยู่ตรงจุดไหนของตลาด

การวิเคราะห์ตลาดสำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก
การวิเคราะห์ตลาดที่ใช้ได้จริงสำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็กไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ให้ตอบคำถามห้าข้อนี้จากข้อมูลที่มี
ข้อที่ 1: ตลาดกำลังโตหรือหดตัว
ดูจากรายได้รวมของอุตสาหกรรมในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา และจำนวนบริษัทที่ยังดำเนินกิจการอยู่เทียบกับที่เลิกกิจการ ถ้าทั้งสองตัวเลขเป็นบวก ตลาดยังขยายตัว ถ้าจำนวนบริษัทเพิ่มแต่รายได้รวมทรงตัว อาจหมายความว่าตลาดแออัดขึ้นโดยไม่ได้ใหญ่ขึ้นจริง
ข้อที่ 2: มีผู้เล่นมากแค่ไหนและกระจุกตัวแค่ไหน
ตลาดที่มีผู้เล่น 3-4 รายครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกิน 70% แข่งขันยากกว่าตลาดที่กระจัดกระจายซึ่งไม่มีรายใดครองเกิน 15-20% ข้อมูลนี้ช่วยประเมินได้ว่าการเข้าตลาดต้องแข่งกับใคร และมีช่องว่างให้เข้าไปได้หรือไม่
ข้อที่ 3: ใครกำลังโตเร็วและโตจากอะไร
บริษัทที่รายได้โตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมติดต่อกัน 2-3 ปี มักมีบางอย่างที่ตลาดตอบรับดีกว่า การวิเคราะห์คู่แข่งในเชิงนี้ไม่ใช่การเลียนแบบ แต่เป็นการหาว่าตลาดกำลังให้รางวัลกับสิ่งใด
ข้อที่ 4: ตลาดแข่งขันด้านราคาหรือด้านคุณค่า
ถ้ากำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรมบางลงทุกปีแม้รายได้รวมจะโต แสดงว่าการแข่งขันกำลังกดดันราคา ตลาดแบบนี้ยากสำหรับผู้เข้ามาใหม่ที่ไม่มีต้นทุนต่ำกว่า ส่วนตลาดที่กำไรเฉลี่ยทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นแม้มีผู้เล่นเพิ่ม อาจหมายความว่ายังมีพื้นที่สำหรับสินค้าที่มีความแตกต่างชัดเจน
ข้อที่ 5: ยังมีช่องว่างอะไรในตลาด
ช่องว่างมักพบในกลุ่มลูกค้าที่ผู้เล่นรายใหญ่ไม่ได้โฟกัส หรือในพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่ยังไม่มีผู้ให้บริการเพียงพอ ข้อมูลจดทะเบียนรายจังหวัดและข้อมูลรายได้แยกตามภูมิภาคช่วยระบุได้ว่าโอกาสกระจุกอยู่ที่ไหน
วิธีใช้การวิเคราะห์ตลาดเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้า
การวิเคราะห์ตลาดที่ดีไม่ได้จบที่การรู้ว่าตลาดเป็นอย่างไร แต่ต้องนำไปสู่การตัดสินใจที่ช่วยเพิ่มยอดขายหรือสร้างความได้เปรียบได้จริง
ถ้าข้อมูลบอกว่ากลุ่มลูกค้าบางกลุ่มกำลังโตเร็ว
การวิเคราะห์ลูกค้ากลุ่มนั้นจากข้อมูลงบการเงินและข้อมูลอุตสาหกรรมช่วยให้เข้าถึงก่อนคู่แข่งที่ยังโฟกัสตลาดเดิมอยู่ การเพิ่มยอดขายในกรณีนี้ไม่ได้มาจากการโฆษณามากขึ้น แต่มาจากการเลือกเป้าหมายที่ถูกต้องก่อน
ถ้าข้อมูลบอกว่าคู่แข่งรายใหญ่ครองตลาดส่วนใหญ่
การเพิ่ม Market Share ในตลาดเดิมทำได้ยากและใช้ต้นทุนสูง กลยุทธ์ที่ใช้งานได้จริงกว่าคือการเจาะกลุ่มลูกค้าที่ผู้เล่นใหญ่ยังให้บริการได้ไม่ดี หรือขยายไปยังพื้นที่ที่ยังไม่มีการแข่งขันหนาแน่น
ถ้าข้อมูลบอกว่ากำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรมลดลง
การแข่งด้านราคาอาจไม่ใช่ทางออก แต่การวิเคราะห์ว่าลูกค้ากลุ่มใดยังจ่ายในราคาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วยระบุได้ว่ากลุ่มไหนเป็นเป้าหมายที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
ทั้งสามสถานการณ์นี้มีจุดร่วมเดียวกัน คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มาจากข้อมูลที่อ่านตลาดได้จริง ไม่ใช่จากการเดาว่าตลาดควรจะเป็นอย่างไร
Corpus X ช่วยวิเคราะห์ตลาดได้อย่างไร
แม้ข้อมูลธุรกิจจะเข้าถึงได้มากขึ้น แต่ปัญหาของหลายธุรกิจคือข้อมูลกระจัดกระจายอยู่หลายแหล่ง ทั้งข้อมูลจดทะเบียนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า งบการเงินของบริษัทในอุตสาหกรรม และข้อมูลเศรษฐกิจจากหน่วยงานรัฐ การรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ใช้เวลานาน และยากต่อการมองภาพรวมตลาดได้ในครั้งเดียว
Corpus X รวบรวมข้อมูลบริษัทจากฐานข้อมูลจดทะเบียนและงบการเงินของบริษัทไทยไว้ในที่เดียว ทำให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ตลาด เปรียบเทียบคู่แข่ง และดูแนวโน้มของส่วนแบ่งตลาดได้โดยไม่ต้องรวบรวมข้อมูลเอง ไม่ว่าจะเป็นการดูว่าบริษัทในอุตสาหกรรมที่สนใจมีรายได้และอัตรากำไรเป็นอย่างไร หรือการเปรียบเทียบว่าธุรกิจตัวเองอยู่ตรงจุดไหนของตลาด ผ่านโซลูชัน Executive Management
ก่อนตัดสินใจลงทุนหรือขยายธุรกิจ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เห็นว่าตลาดกำลังโต แต่คือการเข้าใจว่าใครกำลังเติบโต ตลาดแข่งขันแค่ไหน และธุรกิจของคุณมีโอกาสอยู่ตรงจุดใดของตลาด
ทดลองใช้ Corpus X ฟรี เพื่อวิเคราะห์ตลาดจากข้อมูลธุรกิจจริง ช่วยให้การลงทุนและการขยายธุรกิจตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูล