
ธุรกิจในวันนี้ไม่ได้เติบโตจากการทำงานภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพึ่งพาบุคคลที่สามมากขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้าที่จัดหาวัตถุดิบ Supplier ที่ส่งสินค้าให้ Vendor ที่ดูแลระบบ ผู้รับเหมาที่รับงานต่อ บริษัท Outsource ที่ดูแลงานเฉพาะด้าน หรือพาร์ทเนอร์ที่เข้ามาช่วยส่งมอบบริการให้ลูกค้าปลายทาง
แต่ยิ่งธุรกิจพึ่งพาบริษัทภายนอกมากขึ้น ความเสี่ยงจากบุคคลที่สาม หรือที่เรียกว่า Third Party Risk ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเมื่อบริษัทภายนอกเหล่านั้นมีปัญหา ผลกระทบมักไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวบริษัทนั้น แต่ส่งต่อมายังธุรกิจของเราด้วย
Third Party Risk คืออะไรในมุมธุรกิจ
Third Party Risk หรือ ความเสี่ยงจากบุคคลที่สาม คือความเสี่ยงที่ธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากการทำงานร่วมกับองค์กรหรือบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทโดยตรง
วิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าใจ Third Party Risk คือการถามตัวเองว่า "หากบริษัทภายนอกที่เราทำงานด้วยมีปัญหาขึ้นมา ธุรกิจของเราจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง?"
ถ้าคำตอบคือ "ได้รับผลกระทบแน่นอน" นั่นหมายความว่าบริษัทนั้นคือแหล่งที่มาของ Third Party Risk สำหรับธุรกิจ
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ Third Party Risk ไม่ได้มีมิติเดียว ความเสี่ยงจากบุคคลที่สามสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น
ด้านการเงิน เมื่อคู่ค้าหรือ Supplier มีปัญหาสภาพคล่อง อาจไม่สามารถส่งสินค้าหรือให้บริการได้ตามที่ตกลง ทำให้ธุรกิจต้องหาทางออกกระทันหัน ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่คาดไว้
ด้านการส่งมอบงาน เมื่อ Vendor หรือผู้รับเหมาขาดทรัพยากร ความสามารถ หรือความพร้อมในการดำเนินงาน งานที่ลูกค้าปลายทางรอรับก็ล่าช้าตามไปด้วย และบริษัทของเราคือฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบความล่าช้านั้น
ด้านความน่าเชื่อถือ หากพาร์ทเนอร์หรือตัวแทนที่ทำงานในนามบริษัทมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ผลกระทบด้านภาพลักษณ์มักตกอยู่กับบริษัทที่ว่าจ้างด้วย ไม่ใช่แค่บริษัทที่ทำผิด
ด้านความโปร่งใส บุคคลที่สามที่มีโครงสร้างธุรกิจไม่ชัดเจน ผู้ถือหุ้นที่ไม่ระบุตัวตน หรือกรรมการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่มีปัญหา ล้วนเป็นสัญญาณที่ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจร่วมงาน
บุคคลที่สามในธุรกิจคือใครบ้าง
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการมองว่า "บุคคลที่สาม" หมายถึงคนนอกบริษัทแบบกว้างๆ จนไม่รู้ว่าต้องระวังใครบ้างจริงๆ ในทางปฏิบัติ บุคคลที่สามในบริบทธุรกิจ B2B หมายถึงทุกองค์กรหรือบุคคลภายนอกที่เข้ามามีบทบาทในกระบวนการดำเนินธุรกิจ แม้จะไม่ได้เป็นลูกค้าหรือพนักงานของบริษัทโดยตรง
ซัพพลายเอร์ (Supplier) คือบริษัทที่จัดหาวัตถุดิบ สินค้า หรือส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับการผลิตหรือการให้บริการ หากซัพพลายเออร์หยุดส่งสินค้า หรือคุณภาพสินค้าไม่ตรงมาตรฐาน ผลกระทบเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานทันที
Vendor หรือผู้ให้บริการ คือบริษัทที่ให้บริการต่างๆ ที่ธุรกิจต้องการ เช่น บริการด้านเทคโนโลยี ระบบซอฟต์แวร์ บริการด้านการตลาด หรือบริการด้านการเงิน Vendor ที่มีปัญหาอาจทำให้ระบบงานสำคัญหยุดชะงัก หรือข้อมูลสำคัญของบริษัทตกอยู่ในความเสี่ยง
ผู้รับเหมาและ Subcontractor คือบริษัทหรือบุคคลที่รับงานบางส่วนต่อจากโครงการหลัก ในหลายอุตสาหกรรม เช่น ก่อสร้าง วิศวกรรม หรือโครงการภาครัฐ ผู้รับเหมาช่วงมีบทบาทสำคัญมากต่อคุณภาพและความสำเร็จของโครงการ การไม่รู้ว่าใครเป็นผู้รับเหมาช่วงจริงๆ อาจเป็นความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
บริษัท Outsource คือบริษัทที่รับดูแลงานบางฟังก์ชันแทนบริษัท เช่น งาน IT งาน HR งานบัญชี หรืองาน Customer Service บริษัทเหล่านี้มักเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กร ทำให้ความน่าเชื่อถือและความมั่นคงทางธุรกิจของพวกเขามีผลต่อบริษัทโดยตรง
ตัวแทนจำหน่าย (Distributor) คือบริษัทที่นำสินค้าหรือบริการของบริษัทไปขายต่อในตลาด หากตัวแทนมีปัญหาด้านความน่าเชื่อถือหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ลูกค้าปลายทางมักมองว่าเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของสินค้า ไม่ใช่ตัวแทน
พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ คือบริษัทที่ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้บริการร่วมกัน หรือทำโครงการร่วมในลักษณะที่ผลลัพธ์เกิดจากทั้งสองฝ่าย ความเสี่ยงจากพาร์ทเนอร์มักซับซ้อนกว่า Vendor ทั่วไป เพราะผลกระทบมักรวมกันทั้งด้านการเงินและชื่อเสียง
ผู้ให้บริการระบบและข้อมูล คือบริษัทที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่ธุรกิจพึ่งพา เช่น Cloud Service, Data Provider, Payment Gateway หรือระบบ ERP ความเสี่ยงจากกลุ่มนี้มักมองไม่เห็นในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อระบบมีปัญหาหรือบริษัทผู้ให้บริการหยุดดำเนินงาน ผลกระทบต่อธุรกิจเกิดขึ้นทันที
เมื่อดูรายการนี้ หลายองค์กรจะพบว่าตัวเองมีบุคคลที่สามเกี่ยวข้องมากกว่าที่เคยนึกถึง และแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
ทำไมธุรกิจต้องตรวจสอบบุคคลที่สามก่อนร่วมงาน
การตัดสินใจเลือกคู่ค้า เวนเดอร์ ซัพพลายเออร์ หรือพาร์ทเนอร์ในธุรกิจมักขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ราคา ข้อเสนอที่ดีกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือคำแนะนำจากคนในวงการ สิ่งเหล่านี้ไม่ผิด แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการประเมินว่าบุคคลที่สามนั้นพร้อมและน่าเชื่อถือสำหรับการทำธุรกิจร่วมกันจริงหรือไม่
เพราะสิ่งที่ราคาและข้อเสนอบอกไม่ได้คือ บริษัทนั้นมีความแข็งแรงทางการเงินเพียงพอที่จะส่งมอบงานตลอดระยะเวลาสัญญาหรือไม่ กรรมการหรือผู้ถือหุ้นเบื้องหลังมีประวัติที่ควรรู้หรือเปล่า โครงสร้างบริษัทมีความชัดเจนพอที่จะรู้ว่าใครรับผิดชอบอะไรจริงๆ หรือบริษัทในเครือที่เกี่ยวข้องมีสถานะอย่างไร
ลองนึกภาพสถานการณ์นี้ ทีมจัดซื้อเลือกซัพพลายเออร์รายหนึ่งเพราะราคาดีที่สุดและนำเสนอตัวดี แต่ 3 เดือนหลังเซ็นสัญญา ซัพพลายเออร์เริ่มส่งสินค้าล่าช้า และเมื่อตรวจสอบย้อนหลัง พบว่างบการเงินของบริษัทนั้นแสดงหนี้สินสูงกว่ารายได้มาตลอด 2 ปี ข้อมูลที่ไม่มีใครเคยดูก่อนตัดสินใจ
หรือสถานการณ์ที่ฝ่ายขายแนะนำให้ใช้บริษัท Outsource รายหนึ่งเพราะเคยทำงานด้วยกันในบริษัทเก่า แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคล พบว่ากรรมการของบริษัทนั้นมีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทอื่นที่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี ซึ่งไม่มีใครรู้จนกว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น
การตรวจสอบบุคคลที่สามก่อนร่วมงานจึงไม่ใช่การแสดงความไม่ไว้ใจ แต่คือการใช้ข้อมูลเพื่อให้ธุรกิจตัดสินใจจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่จากความประทับใจครั้งแรก
การตรวจสอบ Third Party Due Diligence ก่อนร่วมงานยังช่วยปกป้องธุรกิจในอีกหลายมิติ เช่น ลดความเสี่ยงของการทำสัญญากับบริษัทที่ไม่มีความสามารถส่งมอบจริง ช่วยให้ทีมจัดซื้อหรือทีม Procurement มีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ และทำให้กระบวนการอนุมัติ Vendor หรือ Supplier มีเกณฑ์ที่ชัดเจนและอธิบายได้
Third Party Risk ส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร
ความเสี่ยงจากบุคคลที่สามไม่ได้เป็นแค่ความกังวลเชิงทฤษฎี แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจและส่งผลในหลายมิติ
ความเสี่ยงด้านการเงิน
บุคคลที่สามที่มีปัญหาทางการเงินมักแสดงสัญญาณที่มองเห็นได้จากงบการเงิน เช่น กระแสเงินสดติดลบ หนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์ หรือผลประกอบการที่ลดลงต่อเนื่อง แต่ถ้าไม่มีใครตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อน สัญญาณเหล่านั้นจะไม่ถูกนำมาประกอบการตัดสินใจ
ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือ Supplier ที่สภาพคล่องตึงอาจไม่สามารถจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าให้ได้ตามกำหนด ผู้รับเหมาที่มีหนี้สินสูงอาจถูกเจ้าหนี้หยุดสินเชื่อกลางโครงการ หรือ Vendor ที่ใกล้ล้มละลายอาจหยุดให้บริการโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ซึ่งธุรกิจของเราต้องรับมือกับผลกระทบทั้งหมดนั้นแทน
ความเสี่ยงด้านการส่งมอบงาน
การส่งมอบงานล่าช้าหรือไม่ครบตามเงื่อนไขมักเริ่มต้นจากปัญหาของบุคคลที่สาม ไม่ใช่จากบริษัทของเราโดยตรง แต่ลูกค้าปลายทางมักมองว่าบริษัทที่พวกเขาทำสัญญาด้วยคือผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ Supplier หรือผู้รับเหมาช่วงที่เราเลือก
ยิ่งในธุรกิจที่มีห่วงโซ่อุปทานยาว หรือโครงการที่ต้องพึ่งพาบุคคลที่สามหลายราย ปัญหาของ Third Party รายเดียวอาจส่งผลต่อทั้งโครงการได้ โดยเฉพาะถ้าบุคคลที่สามรายนั้นอยู่ในจุดที่สำคัญของกระบวนการ
ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง
ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการกู้คืน หากพาร์ทเนอร์หรือตัวแทนที่ทำงานในนามบริษัทมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบงานไม่ตรงสัญญา การปฏิบัติต่อลูกค้าไม่เหมาะสม หรือแม้แต่การมีข่าวในแง่ลบ ภาพลักษณ์ขององค์กรที่ว่าจ้างก็ได้รับผลกระทบไปด้วยโดยปริยาย
ความเสี่ยงด้านความโปร่งใส
โครงสร้างบริษัทที่ซับซ้อน ผู้ถือหุ้นที่ไม่ระบุตัวตนชัดเจน หรือกรรมการที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทหลายแห่งซึ่งบางแห่งมีสถานะผิดปกติ ล้วนเป็นสัญญาณที่ควรตรวจสอบก่อนร่วมงาน เพราะในบางกรณี ความไม่โปร่งใสของโครงสร้างบุคคลที่สามอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านกฎหมาย ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง หรือปัญหาในการบังคับใช้สัญญา
ก่อนร่วมงานกับบุคคลที่สาม ควรตรวจสอบอะไรบ้าง
การตรวจสอบบุคคลที่สามอย่างรอบด้านไม่ได้หมายถึงการหาว่าบริษัทนั้นมีความผิดอะไร แต่คือการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการประเมินว่าบุคคลที่สามรายนั้นพร้อมและน่าเชื่อถือสำหรับการร่วมงานในระดับที่ต้องการหรือไม่
ตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคล
จุดเริ่มต้นคือการยืนยันว่าบริษัทที่กำลังจะร่วมงานด้วยมีตัวตนจริงตามกฎหมาย โดยดูว่าจดทะเบียนถูกต้องหรือไม่ สถานะบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่หรือเปล่า ข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อบริษัท เลขนิติบุคคล และที่อยู่ ตรงกับสิ่งที่บริษัทแจ้งไว้หรือไม่ และมีประวัติการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ควรสังเกตหรือเปล่า เช่น เปลี่ยนชื่อบ่อย เปลี่ยนที่อยู่ซ้ำ หรือปรับทุนจดทะเบียนในช่วงเวลาสั้น
ขั้นตอนนี้ดูเหมือนพื้นฐาน แต่หลายครั้งที่ธุรกิจข้ามขั้นนี้ไป เพราะรู้สึกว่าบริษัทดูน่าเชื่อถือจากการพบปะแล้ว ทั้งที่การตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลใช้เวลาไม่นานและช่วยป้องกันปัญหาเบื้องต้นได้มาก
ตรวจสอบกรรมการและผู้มีอำนาจ
กรรมการบริษัทบอกได้มากกว่าแค่ชื่อบนนามบัตร การตรวจสอบว่าใครเป็นกรรมการจริง ใครมีอำนาจลงนาม และบุคคลที่ติดต่อกับธุรกิจมีสถานะอำนาจจริงในบริษัทหรือไม่ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าสัญญาที่ทำขึ้นมีผลทางกฎหมาย
นอกจากนี้ กรรมการที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทหลายแห่งพร้อมกัน โดยเฉพาะถ้าบางแห่งมีสถานะผิดปกติหรืออยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี คือสัญญาณที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ เพราะรูปแบบนี้บางครั้งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงทางธุรกิจที่ซ่อนอยู่
ตรวจสอบผู้ถือหุ้นและโครงสร้างการถือหุ้น
การดูรายชื่อผู้ถือหุ้นบอกได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังบริษัทจริงๆ และมีผู้ถือหุ้นรายใดที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นมีหลายชั้น ซึ่งอาจทำให้การระบุ Ultimate Beneficial Owner หรือ UBO ที่แท้จริงทำได้ยาก
การรู้ว่าใครเป็น UBO จริงๆ มีความสำคัญมากขึ้นในธุรกิจที่มีข้อกำหนดเรื่องความโปร่งใส หรือในกรณีที่ต้องการมั่นใจว่าบริษัทที่ร่วมงานด้วยไม่มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายที่อาจสร้างความเสี่ยงให้กับองค์กร
ตรวจสอบข้อมูลทางการเงิน
ข้อมูลทางการเงินเป็นหนึ่งในมิติที่สำคัญที่สุดของการตรวจสอบบุคคลที่สาม เพราะบอกได้ว่าบริษัทมีความพร้อมทางการเงินในการส่งมอบงานตามที่ตกลงหรือไม่
การดูงบการเงินไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชี แต่ควรดูแนวโน้มที่สำคัญ เช่น รายได้เติบโตหรือลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ หนี้สินสูงขึ้นทุกปีหรือเปล่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกหรือลบ และผลประกอบการโดยรวมสอดคล้องกับขนาดธุรกิจที่บริษัทอ้างหรือไม่
การดูงบการเงินย้อนหลัง 2-3 ปีให้ข้อมูลที่มีคุณค่ากว่าการดูปีล่าสุดเพียงปีเดียวมาก เพราะทำให้เห็นแนวโน้มที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ภาพในช่วงเวลาหนึ่ง
ตรวจสอบความเชื่อมโยงกับบริษัทอื่น
ความเสี่ยงของบุคคลที่สามไม่ได้อยู่แค่ในตัวบริษัทเดียวเสมอไป บางครั้งความเสี่ยงอยู่ในบริษัทในเครือที่กำลังขาดทุน หรืออยู่ในความสัมพันธ์กับบริษัทอื่นที่มีปัญหาทางกฎหมายหรือการเงิน
การดูว่าบริษัท กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่นอย่างไร ช่วยให้เห็นภาพรวมที่ชัดขึ้น และบางครั้งทำให้พบความเสี่ยงที่ไม่ปรากฏในข้อมูลของบริษัทเดียว
ตรวจสอบสัญญาณความเสี่ยงจากข้อมูลภายนอก
นอกจากข้อมูลทางการแล้ว ข้อมูลภายนอกอื่นๆ ก็มีคุณค่าในการประเมินบุคคลที่สาม เช่น ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง ข้อพิพาทที่อยู่ในระบบสาธารณะ หรือประวัติที่สามารถตรวจสอบได้จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง
สิ่งสำคัญคือไม่ควรตัดสินจากข้อมูลเพียงจุดเดียว แต่ควรนำข้อมูลหลายมิติมาประกอบกันก่อนสรุป เพราะข้อมูลแต่ละชิ้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของภาพรวม

สัญญาณที่ควรระวังจากบุคคลที่สามก่อนเริ่มร่วมงาน
สัญญาณต่อไปนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นมีปัญหาแน่นอน แต่คือจุดที่ควรตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ
ข้อมูลที่แจ้งไม่ตรงกับข้อมูลทางการ เช่น ชื่อกรรมการ ที่อยู่บริษัท หรือสถานะนิติบุคคลไม่ตรงกับที่บริษัทอ้าง ควรขอคำอธิบายและตรวจสอบเพิ่มก่อนดำเนินการต่อ
ไม่สามารถระบุผู้มีอำนาจหรือผู้รับผิดชอบได้ชัดเจน เมื่อถามว่าใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือลงนาม แต่ได้รับคำตอบที่คลุมเครือหรือเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นี่คือสัญญาณที่ควรตรวจสอบโครงสร้างบริษัทให้ชัดขึ้น
เลี่ยงการให้ข้อมูลผู้ถือหุ้นหรือโครงสร้างบริษัท บริษัทที่น่าเชื่อถือมักไม่มีปัญหาในการให้ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน หากบริษัทหลีกเลี่ยงหรือชักช้าในการให้ข้อมูลเหล่านี้ ควรตั้งคำถามว่าเพราะอะไร
มีการเปลี่ยนชื่อบริษัท กรรมการ หรือที่อยู่บ่อยผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงบ่อยโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน บางครั้งเป็นสัญญาณที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม
ผลประกอบการไม่สอดคล้องกับขนาดงานที่รับ บริษัทที่รับงานขนาดใหญ่ แต่งบการเงินแสดงรายได้หรือสินทรัพย์ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกัน ควรตรวจสอบว่ามีความสามารถในการส่งมอบจริงหรือไม่
มีบริษัทที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง แต่ความสัมพันธ์ไม่ชัดเจน หากกรรมการหรือผู้ถือหุ้นมีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทจำนวนมาก และบางแห่งมีสถานะผิดปกติ ควรดูความเชื่อมโยงให้ชัดก่อนตัดสินใจ
เร่งให้ตัดสินใจโดยไม่ให้เวลาตรวจสอบข้อมูล การเร่งรัดให้ตัดสินใจเร็วโดยอ้างว่าข้อเสนอจะหมดอายุหรือมีบริษัทอื่นสนใจ อาจเป็นสัญญาณที่ควรชะลอการตัดสินใจและตรวจสอบข้อมูลให้ครบก่อน
การตรวจสอบบุคคลที่สามควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจ
ข้อผิดพลาดที่หลายองค์กรทำคือการตรวจสอบบุคคลที่สามหลังจากที่ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งทำให้ข้อมูลที่หาได้ใช้ได้เพียงแค่ประกอบการเจรจาหรือแก้ไขปัญหา ไม่ใช่การป้องกัน
การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพควรเกิดขึ้นก่อนการอนุมัติ Vendor หรือ Supplier ก่อนการลงนามในสัญญา และก่อนการให้เครดิตหรือโอนงบประมาณให้กับบุคคลที่สาม
ระดับความเข้มของการตรวจสอบควรปรับตามระดับความเสี่ยงของธุรกรรม คู่ค้าหรือ Vendor ที่รับงานระยะสั้นมูลค่าน้อยอาจต้องการการตรวจสอบในระดับพื้นฐาน แต่คู่ค้าหลักที่เป็น Supplier สำคัญ ผู้รับเหมาโครงการใหญ่ หรือพาร์ทเนอร์ระยะยาวควรได้รับการตรวจสอบในหลายมิติมากกว่า
สำหรับบุคคลที่สามที่ร่วมงานระยะยาว การตรวจสอบควรทำซ้ำเป็นระยะ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วไม่มีการทบทวน เพราะสถานะทางการเงิน โครงสร้างบริษัท หรือกรรมการของบริษัทสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
การมีเกณฑ์ตรวจสอบที่ชัดเจนยังช่วยให้ทีมงานภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นทีมจัดซื้อ ทีมขาย ทีมสินเชื่อ หรือทีม Compliance สามารถทำงานจากกรอบเดียวกัน แทนที่จะใช้ดุลยพินิจส่วนตัวที่อาจไม่สอดคล้องกัน
Corpus X ช่วยตรวจสอบข้อมูลบุคคลที่สามได้อย่างไร
ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในการตรวจสอบบุคคลที่สามคือข้อมูลที่จำเป็นกระจัดกระจายอยู่หลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลนิติบุคคล งบการเงิน กรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือความเชื่อมโยงกับบริษัทอื่น ล้วนต้องค้นหาแยกกัน และนำมาประกอบกันเอง เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ไม่สามารถมองเห็นได้ทันที เช่น
ซัพพลายเออร์มีปัญหาการเงินหรือชำระหนี้ล่าช้า
โครงสร้างผู้ถือหุ้นซับซ้อน หรือมีความเชื่อมโยงกับบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง
ประวัติการดำเนินงานไม่โปร่งใส หรือมีคดีความที่เกี่ยวข้อง
พฤติกรรมการประมูลงานและการทำสัญญาในอดีตอาจสร้างความเสี่ยงให้เกิดต้นทุนและปัญหาใน Supply Chain
สำหรับองค์กรที่ต้องตรวจสอบ Vendor Supplier ผู้รับเหมา หรือพาร์ทเนอร์หลายราย กระบวนการนี้ไม่เพียงใช้เวลามาก แต่ยังเสี่ยงต่อการพลาดรายละเอียดสำคัญที่อาจเป็นสัญญาณความเสี่ยง ผ่านโซลูชัน Purchasing บน Corpus X ที่รวบรวมข้อมูลบริษัทในประเทศไทยจากหลายแหล่งไว้ในมุมมองเดียว ช่วยให้การตรวจสอบบุคคลที่สามทำได้เป็นระบบขึ้น และไม่ต้องเริ่มรวบรวมข้อมูลใหม่ทุกครั้งที่ต้องประเมินคู่ค้ารายใหม่ ทดลองใช้ Corpus X ฟรี
การตรวจสอบบุคคลที่สามก่อนร่วมงานจึงไม่ใช่การจับผิด แต่คือการใช้ข้อมูลเพื่อให้ธุรกิจตัดสินใจได้รอบคอบขึ้น ทั้งเรื่องข้อมูลนิติบุคคล สถานะทางการเงิน กรรมการ ผู้ถือหุ้น และความเชื่อมโยงกับบริษัทอื่น ธุรกิจที่ตรวจสอบบุคคลที่สามอย่างเป็นระบบไม่ได้เสียเวลาเพิ่ม แต่กำลังลดโอกาสของปัญหาที่แก้ยากกว่ามาก เมื่อเกิดขึ้นจริง