10 กลุ่มธุรกิจกำไรสูงสุดในไทย ปี 2568 จัดอันดับจากงบการเงิน

เปิด 10 กลุ่มธุรกิจกำไรสูงสุดในไทย ปี 2568 จัดอันดับจากงบการเงินจริง นำโดยกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และสื่อสาร พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจที่น่าจับตา
10 กลุ่มธุรกิจกำไรสูงสุดในไทย ปี 2568 จัดอันดับจากงบการเงิน

ถ้าถามว่าธุรกิจอะไรทำเงินได้มากที่สุดในไทยตอนนี้ คำตอบที่ได้มักจะเป็นชื่อธุรกิจที่กำลังเป็นกระแส อีคอมเมิร์ซบ้าง คอนเทนต์ครีเอเตอร์บ้าง หรือประเภทธุรกิจทำเงินที่เพื่อนรอบข้างกำลังพูดถึง….แต่ตัวเลขจากงบการเงินจริงบอกเรื่องราวที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รวบรวมผลประกอบการจากนิติบุคคลกว่า 719,276 ราย ในปีงบการเงิน 2567 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนสภาพธุรกิจไทยปี 2568 ได้ชัดเจนที่สุด เมื่อเรียงลำดับกำไรสุทธิตามประเภทธุรกิจ ภาพรวมที่ออกมาชวนให้หยุดคิด เพราะธุรกิจกำไรสูง ปี 2568 ที่ครองอันดับต้นไม่ใช่หน้าใหม่ที่โตเร็ว แต่คือกลุ่มอุตสาหกรรมกำไรสูงในไทยที่สร้างกำแพงกั้นคู่แข่งไว้สูงมากตั้งแต่ต้น และเก็บเงียบทำกำไรมาแล้วหลายสิบปี

บทความนี้ไม่ได้บอกให้คุณเข้าไปแข่งในธุรกิจที่กำไรสูงที่สุดในไทยเหล่านั้น แต่ถ้าคุณกำลังมองหาคู่ค้า ประเมินคู่แข่ง หรือหาทิศทางลงทุน การรู้ว่ากำไรส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจไทยกองอยู่ที่ไหน คือข้อมูลที่คุณไม่ควรข้ามไป

10 กลุ่มธุรกิจกำไรสูงสุด ปี 2568

การจัดอันดับนี้ใช้ฐานข้อมูลกำไรสุทธิจากงบการเงินปีบัญชี 2567 ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่นิติบุคคลนำส่งต่อ DBD ครอบคลุมทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด โดยมีจัดอันดับตามนี้

อันดับ 1 ธุรกิจโฮลดิ้ง (Holding Company)

กำไรสุทธิ 313,392.01 ล้านบาท จากรายได้รวม 612,673.22 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 51.1% ตัวเลขนี้สูงกว่าธุรกิจอื่นเกือบทุกประเภทในฐานข้อมูลเดียวกัน

Holding Company ไม่ได้ "ผลิต" หรือ "ขาย" โดยตรง รายได้หลักมาจากเงินปันผล กำไรจากการขายหุ้น และการตีมูลค่าสินทรัพย์ ซึ่งล้วนเป็นรายได้ที่มีต้นทุนการดำเนินงานต่ำมาก โครงสร้างนี้ทำให้อัตรากำไรพุ่งสูงโดยไม่ต้องพึ่งปริมาณการขาย อีกทั้งการลงทุนในหลายบริษัทพร้อมกันยังช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างกำไรสะสมจากหลายทาง

กำไรของกลุ่มโฮลดิ้งผูกกับมูลค่าบริษัทลูก หากบริษัทในกลุ่มมีผลประกอบการถดถอยหรือตลาดทุนปรับฐาน กำไรโฮลดิ้งอาจพลิกกลับเป็นขาดทุนได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การตีมูลค่าสินทรัพย์ที่ใช้วิธีมาตรฐานต่างกันอาจทำให้ตัวเลขกำไรไม่สะท้อนเงินสดจริง

อันดับ 2 ธนาคารพาณิชย์

กำไรสุทธิ 255,096.88 ล้านบาท จากรายได้รวม 1,182,508.82 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 21.6% แม้จะต่ำกว่าโฮลดิ้งในเชิงอัตรา แต่ในแง่มูลค่าสินทรัพย์รวมกว่า 22,041,862.43 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์คือกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบ

ธนาคารพาณิชย์ในไทยดำเนินงานภายใต้โครงสร้างที่มีผู้เล่นจำนวนน้อยและมีใบอนุญาตจำกัด รายได้จากดอกเบี้ยสุทธิและค่าธรรมเนียมสร้างกำแพงกำไรที่มั่นคง ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ส่วนต่างดอกเบี้ย (Net Interest Margin) ยิ่งหนุนกำไรให้ขยายตัว

หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จากภาคครัวเรือนและ SME ที่ยังอยู่ในระดับกดดันเป็นความเสี่ยงหลัก ประกอบกับการแข่งขันจาก Fintech และ Virtual Bank ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาด ซึ่งอาจกัดส่วนแบ่งรายได้ค่าธรรมเนียม

อันดับ 3 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

กำไรสุทธิ 145,930.24 ล้านบาท จากรายได้รวม 1,108,655.56 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 13.2% โดยมีนิติบุคคลในกลุ่มนี้นำส่งงบการเงินถึง 64,788 ราย ซึ่งสูงที่สุดในบรรดา 10 อันดับแรก

อสังหาริมทรัพย์ได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ดีมานด์เช่าจากชาวต่างชาติ และโครงการพัฒนาพื้นที่ EEC ที่ยังคงดึงดูดการลงทุน นอกจากนี้การรับรู้รายได้ตามงวดก่อสร้างและมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องช่วยพยุงอัตรากำไรไว้ได้แม้ตลาดชะลอ

สต็อกที่อยู่อาศัยคงค้างโดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดระดับกลาง-ล่างยังสูง ภาระหนี้สินครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อ และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ทำให้ต้นทุนกู้ซื้อบ้านแพงขึ้น ล้วนเป็นตัวแปรที่กัดกำไรในระยะกลาง

อันดับ 4 ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมยานยนต์

กำไรสุทธิ 98,998.10 ล้านบาท จากรายได้รวม 1,527,082.29 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 6.5% ตัวเลขนี้ดูเหมือนต่ำ แต่ต้องเทียบกับปริมาณรายได้ที่สูงมากของอุตสาหกรรมนี้

ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์อันดับต้นของอาเซียน สัญญาระยะยาวกับค่ายรถระดับโลกสร้างรายได้ที่มีเสถียรภาพ การมีฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและ Economy of Scale ที่สะสมมายาวนานเป็นข้อได้เปรียบที่คู่แข่งรายใหม่ไล่ตามได้ยาก

การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุด ชิ้นส่วนรถสันดาปจำนวนมากจะกลายเป็น obsolete ในทศวรรษนี้ บริษัทที่ยังไม่ปรับกลยุทธ์ไปสู่ชิ้นส่วน EV อาจเผชิญกำไรหดตัวอย่างรวดเร็ว

อันดับ 5 ธุรกิจผลิตรถยนต์ส่วนบุคคล

กำไรสุทธิ 83,105.12 ล้านบาท จากรายได้รวม 1,441,982.73 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 5.8% จากนิติบุคคลเพียง 93 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการกระจุกตัวของกำไรในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีจำนวนน้อยมาก

กำแพงเข้าตลาดสูงมากทั้งในแง่เงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายซัพพลายเชน บริษัทที่อยู่ได้ในตลาดนี้จึงมักมีสถานะกึ่งผูกขาดในตลาดไทย รายได้มาจากทั้งการขายรถและบริการหลังการขายที่มีอัตรากำไรสูงกว่า

การรุกตลาดของรถยนต์ EV จากจีน (BYD, MG, Neta) กำลังกดราคาตลาดรวมลงอย่างเห็นได้ชัด ค่ายรถญี่ปุ่นและเกาหลีซึ่งครองตลาดไทยมายาวนานต้องเผชิญแรงกดดันด้าน Margin มากขึ้นเรื่อยๆ

อันดับ 6 ธุรกิจผลิตและส่งไฟฟ้า

กำไรสุทธิ 82,637.02 ล้านบาท จากรายได้รวม 691,237.08 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 11.96% จากนิติบุคคล 2,942 ราย ซึ่งรวมทั้งโรงไฟฟ้าของรัฐและเอกชน

ธุรกิจผลิตและส่งไฟฟ้าเป็น Regulated Business ที่มีสัญญาซื้อขายไฟระยะยาว (PPA) กับ กฟผ. หรือ กฟน./กฟภ. รายได้มีความแน่นอนสูง อัตราผลตอบแทนถูกกำหนดโดยนโยบายรัฐในระดับที่จูงใจการลงทุน อีกทั้งการขยายตัวของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน (โซลาร์ ลม) ยังช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานของรัฐและการทบทวนอัตรา Adder/FiT คือความเสี่ยงหลัก รวมถึงการแข่งขันจาก Prosumer ที่ผลิตและใช้ไฟเองซึ่งจะทำให้ความต้องการพลังงานจากระบบกริดลดลงในระยะยาว

อันดับ 7 ธุรกิจผลิตน้ำมันดิบ

กำไรสุทธิ 70,170.00 ล้านบาท จากรายได้รวม 261,188.07 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิสูงถึง 26.9% จากนิติบุคคลเพียง 22 ราย นี่คือหนึ่งในธุรกิจที่กำไรสุทธิต่อรายสูงที่สุดในฐานข้อมูล

การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในประเทศต้องการใบสัมปทานจากรัฐและเงินลงทุนมหาศาลในระยะเริ่มต้น แต่เมื่อบ่อน้ำมันเริ่มผลิต ต้นทุนส่วนเพิ่มต่ำมากเมื่อเทียบกับราคาขาย อัตรากำไรจึงสูงผิดปกติเมื่อราคาน้ำมันโลกอยู่ในระดับสูง

ราคาน้ำมันโลกผันผวนตามภูมิรัฐศาสตร์และนโยบาย OPEC+ ซึ่งควบคุมไม่ได้จากฝั่งผู้ผลิต อีกทั้งปริมาณสำรองในแหล่งที่มีอยู่มีจำกัด การลงทุนสำรองแหล่งใหม่ต้องใช้เงินสูงและมีความไม่แน่นอนด้านผลผลิต

อันดับ 8 ธุรกิจกิจกรรมการเงินและประกันภัย

กลุ่มกิจกรรมทางการเงินและประกันภัย มีกำไรสุทธิรวม 706,568.59 ล้านบาท จากรายได้รวม 3,385,727.30 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 20.9% โดยประกันชีวิตเพียงหมวดเดียวมีกำไรสุทธิ 35,532.36 ล้านบาท จาก 76 ราย

ธุรกิจประกันและการเงินนอกจากธนาคารดำเนินงานบนโมเดลที่รับเงินก้อนใหญ่ล่วงหน้า (เบี้ยประกัน เงินฝาก) แล้วนำไปลงทุนสร้างผลตอบแทน ช่องว่างระหว่างผลตอบแทนที่ได้กับที่ต้องจ่ายคือกำไรโดยธรรมชาติของโมเดลนี้

ความเสี่ยงจากการเรียกร้องสินไหมจำนวนมากในช่วงวิกฤต (โรคระบาด อุทกภัย) การควบคุมโดย คปภ. ที่เข้มงวดขึ้น และการแข่งขันจาก InsurTech ที่ตัดค่าใช้จ่ายตัวกลางออกจากระบบ

อันดับ 9 ธุรกิจโรงพยาบาล

กำไรสุทธิ 42,354.13 ล้านบาท จากรายได้รวม 314,305.88 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 13.5% จากนิติบุคคล 779 ราย ซึ่งรวมทั้งโรงพยาบาลเอกชนในเครือขนาดใหญ่และขนาดกลาง

ดีมานด์ด้านสุขภาพมีความยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ คนไข้ไม่ได้เลือกราคาเป็นปัจจัยหลักในภาวะฉุกเฉิน Medical Tourism จากกลุ่มประเทศ CLMV และตะวันออกกลางยังคงเติบโตต่อเนื่อง และโรงพยาบาลขนาดใหญ่สามารถขยายบริการมูลค่าสูงได้ เช่น ศูนย์มะเร็ง ศูนย์หัวใจ ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่าบริการทั่วไปอย่างมาก

ต้นทุนบุคลากรทางการแพทย์สูงขึ้นต่อเนื่องและภาวะขาดแคลนแพทย์เฉพาะทาง นโยบายควบคุมค่ารักษาพยาบาลจากภาครัฐ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในพื้นที่กรุงเทพและหัวเมืองใหญ่

อันดับ 10 ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นปิโตรเลียม

กำไรสุทธิ 33,649.02 ล้านบาท จากรายได้รวม 3,761,420.06 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 0.89% ตัวเลขนี้ดูต่ำมากเมื่อเทียบอัตรา แต่เมื่อพิจารณาว่านิติบุคคลในกลุ่มนี้มีเพียง 99 ราย กำไรสุทธิเฉลี่ยต่อบริษัทอยู่ที่ราว 340 ล้านบาท ยังคงสูงกว่าธุรกิจอื่นส่วนใหญ่มาก

โรงกลั่นปิโตรเลียมมีต้นทุนตั้งต้นสูงมาก แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วสามารถผลิตได้ในระดับ Scale ที่ครอบคลุมค่าเสื่อมราคาและให้กำไรสม่ำเสมอ การที่ไทยมีโรงกลั่นจำนวนจำกัดทำให้ค่า Crack Spread (ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) ยังคงมีเสถียรภาพ

ราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวนส่งผลโดยตรงต่อ Inventory Gain/Loss และการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาวจะกดดันความต้องการผลิตภัณฑ์โรงกลั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไมธุรกิจเหล่านี้จึงทำกำไรสูงในปี 2568

เมื่อดูภาพรวมของ 10 ประเภทธุรกิจกำไรสูง ปี 2568 จะพบรูปแบบร่วมที่น่าสนใจ 4 ประเด็นด้วยกัน

ตาราง: ปัจจัยขับเคลื่อนกำไรของ 10 ธุรกิจกำไรสูงสุด

ธุรกิจ

โครงสร้างตลาด

Barrier to Entry

B2B / B2C

ลักษณะทุน

โฮลดิ้ง

กระจุกตัวสูง

สูงมาก

B2B

Asset-light

ธนาคารพาณิชย์

Oligopoly

สูงมาก (ใบอนุญาต)

ผสม

Heavy

อสังหาริมทรัพย์

แข่งขันบางส่วน

ปานกลาง-สูง

B2C เป็นหลัก

Heavy

ชิ้นส่วนยานยนต์

B2B สัญญาระยะยาว

สูง (เทคโนโลยี+สเกล)

B2B

Heavy

ผลิตรถยนต์

Oligopoly

สูงมาก

B2C

Heavy

ผลิตและส่งไฟฟ้า

Regulated Monopoly

สูงมาก (สัมปทาน)

B2B (รัฐ)

Heavy

น้ำมันดิบ

Oligopoly

สูงมาก (สัมปทาน)

B2B

Heavy

การเงินและประกัน

แข่งขัน + ใบอนุญาต

สูง

ผสม

Asset-light บางส่วน

โรงพยาบาล

แข่งขันปานกลาง

ปานกลาง-สูง

B2C

Heavy

โรงกลั่นปิโตรเลียม

Oligopoly

สูงมาก

B2B

Heavy


จากตารางนี้สามารถสรุปรูปแบบร่วมได้ว่า เกือบทุกธุรกิจในรายชื่อดำเนินงานในตลาดที่มีผู้เล่นน้อย ไม่ว่าจะเป็น Oligopoly หรือ Regulated Market แทบไม่มีธุรกิจใดในรายชื่อที่แข่งขันในตลาดเปิดอย่างสมบูรณ์ Barrier to Entry ทุกรายอยู่ระดับสูงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาต สัมปทาน เงินทุนขั้นต่ำ หรือเทคโนโลยีเฉพาะทาง ซึ่งปกป้องผู้เล่นเดิมจากการถูกตัดราคา กลุ่มที่มีอัตรากำไรสูงที่สุดอย่างโฮลดิ้ง โรงพยาบาล และธนาคาร มักเป็นธุรกิจที่ไม่ได้ผลิตของ แต่บริหารจัดการสินทรัพย์หรือความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว และธุรกิจที่มีรายได้สูงมากแต่อัตรากำไรต่ำอย่างชิ้นส่วนยานยนต์และโรงกลั่น มักเป็น B2B ที่ต้องรับ Cost Pass-Through จากต้นทาง แต่ยังคงทำกำไรเป็นเงินก้อนใหญ่เพราะขนาดธุรกิจที่มหาศาล

วิธีวิเคราะห์ธุรกิจกำไรสูงให้ลึกกว่าตัวเลขรวม

ตัวเลขกำไรสุทธิในระดับหมวดธุรกิจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจเชิงธุรกิจจริง เพราะกำไรรวมของหมวดหนึ่งอาจถูกดึงขึ้นโดยบริษัทขนาดใหญ่เพียง 2-3 รายในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ในกลุ่มเดียวกันยังขาดทุนอยู่

1.ดูงบรายบริษัทก่อนสรุปอุตสาหกรรม

ข้อมูลรวมระดับ ISIC ซ่อนความแตกต่างระหว่างบริษัทไว้มาก เช่น ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 64,788 ราย กำไรสุทธิรวม 145,930 ล้านบาท หากแยกดูรายบริษัทอาจพบว่าบริษัทขนาดใหญ่เพียง 20-30 รายคือผู้สร้างกำไรเกือบทั้งหมด ในขณะที่บริษัทขนาดเล็กในกลุ่มเดียวกันกลับขาดทุน

2.วิเคราะห์ Gross Margin และ Operating Margin แยกจาก Net Margin

กำไรสุทธิที่สูงไม่เสมอไปว่าธุรกิจแข็งแกร่ง บางครั้งมาจากรายการพิเศษ เช่น กำไรจากการขายสินทรัพย์หรือการตีมูลค่า การดู Gross Margin และ Operating Margin แยกกันช่วยแยกแยะว่าเป็นกำไรจากธุรกิจหลักหรือกำไรครั้งเดียว

3.ตรวจสอบ D/E Ratio ควบคู่กับกำไร

บางธุรกิจโตสวยในงบกำไรขาดทุน แต่มีอัตราหนี้สินต่อทุนสูงมาก ซึ่งหมายความว่ากำไรส่วนหนึ่งถูกใช้ไปจ่ายดอกเบี้ยและอาจไม่มีกระแสเงินสดเพียงพอในภาวะวิกฤต การดู Free Cash Flow ควบคู่กันจึงสำคัญกว่าการดูกำไรสุทธิอย่างเดียว

4.วิเคราะห์โครงสร้างผู้ถือหุ้นและบริษัทที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจโฮลดิ้งและธุรกิจในเครือมักมีธุรกรรมระหว่างกัน (Related Party Transactions) ที่อาจโยกกำไรระหว่างบริษัทได้ การตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น ความเชื่อมโยงของกรรมการ และธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องช่วยให้เห็นภาพที่ตรงกว่าตัวเลขในงบ

5.ประเมินคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทาน

ธุรกิจที่ทำกำไรสูงหลายรายมีการพึ่งพาลูกค้าหรือซัพพลายเออร์รายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ความเสี่ยงนี้ไม่ปรากฏในงบการเงิน แต่สามารถพลิกผลประกอบการได้ทันทีหากความสัมพันธ์เหล่านั้นเปลี่ยนแปลง





ข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มีเพียงบางส่วนที่เปิดเผยในรายงานสาธารณะ ตัวเลขกำไรระดับหมวดธุรกิจบอกได้แค่ว่า "อุตสาหกรรมไหนน่าสนใจ" แต่ไม่บอกว่า "บริษัทไหนในอุตสาหกรรมนั้นที่คุ้มค่าจริง" การจะตอบคำถามหลังต้องเข้าถึงงบการเงินรายบริษัท รายชื่อกรรมการ โครงสร้างผู้ถือหุ้น และเครือข่ายนิติบุคคลที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นความต่างระหว่างการเดาเทรนด์กับการวิเคราะห์จากข้อมูลจริง


Corpus X B2B Data Analytics Platform แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลนิติบุคคลครอบคลุมงบการเงินย้อนหลัง โครงสร้างกรรมการ และแผนผังความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทในเครือ เหมาะสำหรับทีม Business Development, M&A และ Risk Assessment ที่ต้องการตัดสินใจบนข้อมูลที่โปร่งใสและแม่นยำ ทดลองใช้ Corpus X ฟรี วันนี้