
นับตั้งแต่มีการจดทะเบียนธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2455 จนถึงสิ้นปี 2568 มีบริษัทที่จดทะเบียนสะสมทั้งหมด 2,050,079 ราย แต่ในจำนวนนั้น ดำเนินกิจการอยู่จริงเพียง 967,210 ราย คิดเป็น 47.18% ส่วนที่เหลืออีกเกือบล้านรายสิ้นสภาพไปแล้ว ตัวเลขนี้บอกอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก นั่นคือการเปิดธุรกิจไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเปิดให้ถูกจังหวะและถูกอุตสาหกรรม คือสิ่งที่ต่างกันมากที่สุด
ถ้าอยากทำธุรกิจในปี 2569-2570 จะดูข้อมูลจากไหนให้แม่นกว่าการเดา? คำตอบที่หลายคนมองข้ามคือ ข้อมูลจดทะเบียนจริงจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งเป็นบันทึกที่สะท้อนพฤติกรรมการลงทุนจริงของผู้ประกอบการทั่วประเทศ ไม่ใช่ความเห็นของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่เทรนด์บนแพลตฟอร์มโซเซียล
ทำไมต้องดูข้อมูลจดทะเบียน ไม่ใช่แค่เทรนด์ทั่วไป?
เทรนด์ที่แพร่ในโซเชียลมีเดียบอกว่า "ธุรกิจนี้กำลังมา" แต่ไม่ได้บอกว่ามีคู่แข่งอยู่แล้วกี่รายในอุตสาหกรรมนั้น ทุนที่ต้องใช้เข้าตลาดสูงแค่ไหน และอัตราการอยู่รอดในระยะยาวเป็นเท่าไหร่
ข้อมูลจดทะเบียนจาก DBD ตอบคำถามเหล่านี้ได้ในแบบที่เทรนด์ทั่วไปทำไม่ได้ เพราะมันคือบันทึกการตัดสินใจของผู้ประกอบการจริงที่ "ลงเงิน" จดทะเบียนแล้ว ไม่ใช่แค่ความคิดเห็น โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้สรุปจำนวนบริษัทจดทะเบียนใหม่รายปีและรายเดือน ซึ่งสะท้อนว่าอุตสาหกรรมไหนกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน, ทุนจดทะเบียนเฉลี่ยต่ออุตสาหกรรม ซึ่งบอกถึงอุปสรรคในการเข้าตลาด, จำนวนบริษัทที่ยังดำเนินกิจการอยู่เทียบกับที่เลิกกิจการ ซึ่งวัดอัตราการอยู่รอด, การกระจายตัวรายจังหวัดและรายภูมิภาค ซึ่งบอกว่าโอกาสอยู่ที่ไหน หากสนใจภาพรวมตัวเลขจดทะเบียนของปี 2568 อ่านต่อได้ที่บทความบริษัทจดทะเบียนใหม่ปี 2568
ภาพรวมปี 2568 ตลาดทรงตัว ไม่ใช่หดตัว
ปี 2568 มีธุรกิจจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ ทั้งสิ้น 85,251 ราย ลดลงเล็กน้อยจากปี 2567 ที่มี 87,596 ราย คิดเป็น -2.68% ส่วนมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 264,237.13 ล้านบาท ทาง DBD วิเคราะห์ว่าตัวเลขนี้สะท้อนเศรษฐกิจที่ "ทรงตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป" ไม่ใช่การหดตัวจริง ซึ่งสอดคล้องกับที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ประมาณการ GDP ปี 2568 ไว้ที่ 2.2% โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีการฟื้นตัวเร่งขึ้นที่ 1.8% จากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียง 1.2% มีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการส่งออกที่ดีกว่าคาด
ที่น่าสังเกตคือ แม้จำนวนบริษัทใหม่จะลดลง แต่มูลค่าทุนที่ใช้ในการจดทะเบียนเพิ่มทุนของบริษัทที่มีอยู่แล้วกลับเพิ่มขึ้นถึง +12.42% มาอยู่ที่ 1,771,758.93 ล้านบาท นั่นหมายความว่าบริษัทที่รอดมาได้กำลังขยายตัว ไม่ใช่หดตัว และการเลิกกิจการก็ลดลง -3.78% จากปีก่อน สัญญาณทั้งสามประเด็นนี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือตลาดกำลังคัดกรองตัวเอง
สำหรับปี 2569 DBD คาดการณ์ว่าจะมีการจดทะเบียนใหม่ 85,000-87,000 ราย ขยายตัวประมาณ 1.00-2.05% ขณะที่กระทรวงการคลังประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.0% (ช่วงคาดการณ์ 1.5–2.5%) ตัวเลขทั้งสองแหล่งสะท้อนภาพเดียวกัน คือเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ แต่ในอัตราที่ไม่เร่งร้อน
เมื่อ DBD คาดการณ์ว่าปี 2569 จะมีการจดทะเบียนธุรกิจใหม่ 85,000-87,000 ราย และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ไว้ที่ 2.0% คำถามที่ตามมาคือในภาพเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างระมัดระวังแบบนี้ กลุ่มธุรกิจไหนที่ยังมีสัญญาณน่าสนใจในปี 2569-2570?
5 กลุ่มธุรกิจที่มีสัญญาณน่าสนใจในปี 2569-2570
ข้อมูล DBD ปี 2568 ชี้ให้เห็นกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ ทั้งจากมูลค่าทุนที่เพิ่มขึ้น จำนวนบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ และผลประกอบการจากงบการเงิน
1.กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า รวมถึงพลังงานทดแทนและระบบผลิตไฟฟ้า
หมวด D (ไฟฟ้า ก๊าซ ไอน้ำ และระบบปรับอากาศ) มีบริษัทที่ส่งงบการเงินปี 2567 จำนวน 3,302 ราย รายได้รวม 749,582.36 ล้านบาท และที่น่าสนใจกว่าคือมีกำไรสุทธิ 91,200.79 ล้านบาท อัตรากำไรต่อรายได้อยู่ในระดับที่สูงกว่าหมวดการผลิตทั่วไปอย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อดูจากผลประกอบการแยกตามประเภทธุรกิจ "ธุรกิจผลิตและการส่งไฟฟ้า" ติดอันดับที่ 6 ของธุรกิจที่มีกำไรสุทธิสูงสุดทั่วประเทศ ด้วยกำไร 82,637.02 ล้านบาท จาก 2,942 บริษัท สัดส่วนนี้สูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนบริษัทที่ไม่ได้มากนัก
ปัจจัยเร่งที่สำคัญคือนโยบาย EV ของภาครัฐและข้อตกลง ESG ที่ผูกมัดบริษัทขนาดใหญ่ให้ต้องซื้อพลังงานสะอาด ทำให้ความต้องการด้านพลังงานทดแทนมีฐานรองรับที่แน่นกว่าอุตสาหกรรมอื่น
2.กลุ่มธุรกิจการขนส่งและคลังสินค้า
หมวด H (การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า) มีบริษัทส่งงบการเงินปี 2567 ถึง 29,734 ราย รายได้รวม 1,813,898.27 ล้านบาท กำไรสุทธิ 87,738.90 ล้านบาท
เมื่อดูจำนวนบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ "การขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร" ติดอันดับที่ 6 ของธุรกิจที่มีจำนวนบริษัทดำเนินกิจการมากที่สุด ด้วยจำนวน 13,133 ราย ทุนจดทะเบียน 322,380.31 ล้านบาท
ตัวเลขที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือภาคตะวันออก (EEC) มีบริษัทตั้งใหม่ปี 2568 ถึง 11,135 ราย เพิ่มขึ้น +3.21% จากปีก่อน ในพื้นที่ที่มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่แล้ว 99,826 ราย ซึ่งหมายความว่าอุปสงค์ด้านโลจิสติกส์ที่รองรับทั้งภาคการผลิตและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่นี้ยังคงโตต่อเนื่อง และเมื่อดูจากประมาณการของกระทรวงการคลัง การลงทุนภาคเอกชนในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว +3.2% เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในปี 2568 โดยมาจากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งหมายความว่าอุปสงค์ด้านโลจิสติกส์และคลังสินค้ามีฐานลูกค้าที่กำลังจะขยายตัวในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า
3.กลุ่มธุรกิจสุขภาพและการดูแลผู้ป่วย
หมวด Q (กิจกรรมด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์) มีบริษัทส่งงบการเงินปี 2567 จำนวน 8,967 ราย รายได้รวม 457,323.55 ล้านบาท กำไรสุทธิ 48,856.00 ล้านบาท
เมื่อดูเฉพาะ "ธุรกิจโรงพยาบาล" ติดอันดับที่ 9 ของธุรกิจกำไรสุทธิสูงสุดทั่วประเทศ ด้วยกำไร 42,354.13 ล้านบาท จากเพียง 779 บริษัท นั่นหมายถึงกำไรเฉลี่ยต่อบริษัทสูงมากเมื่อเทียบกับหมวดอื่น
ตัวเลขนี้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ความต้องการบริการด้านสุขภาพจึงไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ข้อมูลประชากรยืนยัน นอกจากนั้น กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น +7.7% จากปี 2568 ที่มี 32.9 ล้านคน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจสุขภาพที่ให้บริการทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ที่กำลังฟื้นตัว
4.กลุ่มธุกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
หมวด J (ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร) มีบริษัทส่งงบการเงินปี 2567 จำนวน 21,059 ราย รายได้รวม 885,624.74 ล้านบาท กำไรสุทธิ 37,549.96 ล้านบาท
เมื่อดูจากบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ "กิจกรรมการจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้" ติดอันดับที่ 8 ของธุรกิจที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงสุดในกลุ่มดำเนินกิจการอยู่ ด้วยมูลค่าทุน 348,959.17 ล้านบาท
เพิ่มเติมจากนั้น การลงทุนจากต่างชาติในหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ "การผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์" และ "การผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์" ยังติดอยู่ในกลุ่มที่ต่างชาติลงทุนสูงสุด สะท้อนให้เห็นว่าห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในไทย
5.กลุ่มธุกิจอาหารและเครื่องดื่ม
หมวด I (ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร) มีบริษัทส่งงบการเงินปี 2567 จำนวน 33,377 ราย รายได้รวม 776,490.16 ล้านบาท กำไรสุทธิ 41,209.98 ล้านบาท
ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหารยังเป็นหนึ่งใน 3 ธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่สูงสุดในปี 2568 ด้วยจำนวน 3,616 ราย ขณะเดียวกันก็ติดอันดับธุรกิจเลิกกิจการสูงสุดด้วย ซึ่งนั่นบอกว่าการแข่งขันสูง แต่ความต้องการก็ไม่ได้หายไป ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าโอกาสในกลุ่มอาหารยังมีอยู่ แต่ต้องมีจุดแตกต่างที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเฉพาะอย่างอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารผู้สูงอายุ หรือโมเดลธุรกิจที่ไม่ได้แข่งแค่เรื่องราคา
ทั้ง 5 กลุ่มธรุกิจนั้นมีสัญญาณเชิงบวกจากตัวเลขจริง แต่การวิเคราะห์ธุรกิจที่น่าสนใจในอนาคตให้ครบจะหยุดแค่นี้ไม่ได้ เพราะข้อมูล DBD ชุดเดียวกันยังบอกอีกด้วยว่ามีกลุ่มธุรกิจที่กำลังส่งสัญญาณอีกแบบหนึ่ง ทั้งอัตรากำไรที่บางลงทุกปี จำนวนบริษัทที่เลิกกิจการสูงกว่าที่ตั้งใหม่ หรือทุนจดทะเบียนที่หดตัวต่อเนื่อง สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าห้ามเข้า แต่บอกว่าถ้าจะเข้าต้องรู้ว่ากำลังเดินเข้าไปในอะไร
3 กลุ่มธุรกิจที่สัญญาณไม่ค่อยดีที่ต้องระวัง
1.กลุ่มธุรกิจค้าปลีกทั่วไป
หมวด G (การขายส่งและการขายปลีก) มีรายได้รวมสูงที่สุดในบรรดาทุกหมวด 26,956,963.53 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิอยู่ที่เพียง 401,808.56 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรต่อรายได้ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับหมวดอื่น โดยมีบริษัท 237,901 ราย ที่ต้องแบ่งกันรายได้ก้อนนี้ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าค้าปลีกทั่วไปเป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งหนาแน่นและอัตรากำไรบางมาก แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังคงกดดันโมเดลค้าปลีกแบบดั้งเดิมต่อเนื่อง
2.กลุ่มธุรกิจสื่อและโฆษณาแบบดั้งเดิม
หมวด R (ศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ) และส่วนหนึ่งของหมวด J มีตัวเลขที่น่ากังวลคือกำไรสุทธิของหมวด R อยู่ที่เพียง 733.50 ล้านบาท จาก 6,001 บริษัท ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับจำนวนบริษัท สะท้อนถึงความกดดันในอุตสาหกรรมสื่อดั้งเดิมที่ยังไม่ปรับตัวได้เต็มที่
3.กลุ่มธุรกิจก่อสร้างทั่วไป
แม้การก่อสร้างจะมีจำนวนบริษัทจดทะเบียนใหม่มากที่สุดในปี 2568 ที่ 6,734 ราย แต่ก็เป็นธุรกิจที่มีจำนวนเลิกกิจการสูงที่สุดด้วยที่ 1,877 ราย กำไรสุทธิรวมของหมวด F อยู่ที่ 28,832.22 ล้านบาท จาก 76,340 บริษัท อัตรากำไรต่อบริษัทต่ำมาก และยังมีการลดทุนในหมวดนี้สูงถึง 61,213.93 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ

ปัจจัยที่จะกำหนดธุรกิจที่น่าสนใจปี 2569-2570
ข้อมูลจดทะเบียนบอกว่า "อะไรกำลังเกิดขึ้น" แต่ปัจจัยภายนอกเป็นตัวกำหนดว่า "อะไรจะเกิดขึ้นต่อ" กระทรวงการคลังระบุปัจจัยหลักที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจปี 2569 ไว้อย่างชัดเจน และแต่ละปัจจัยส่งผลต่อธุรกิจแต่ละกลุ่มต่างกัน
ภาษีนำเข้าและ China+1 โอกาสสำหรับผู้เตรียมพร้อม
กระทรวงการคลังจัดให้มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดสำหรับปี 2569 และคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์จะขยายตัวเพียง +1.0% ชะลอลงอย่างมากจาก +12.7% ในปี 2568 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นโอกาสคือการที่ต่างชาติลงทุนในไทยสูงสุดในหมวดชิ้นส่วนยานยนต์ (200,331.75 ล้านบาท) เหล็กและเหล็กกล้า (165,810.39 ล้านบาท) และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ (82,294.50 ล้านบาท) สอดคล้องกับกระแส China+1 ที่หลายบริษัทกำลังกระจายฐานการผลิต ธุรกิจที่รองรับห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้จึงมีแนวโน้มโตตาม
EEC ยังคงเป็นแม่เหล็ก
เขตพัฒนาภาคตะวันออก (EEC) มีบริษัทตั้งใหม่เพิ่มขึ้น +3.21% ในปี 2568 ขณะที่ทุนจดทะเบียนของบริษัทคงอยู่เพิ่มขึ้น +14.64% มาอยู่ที่ 2,154,047.42 ล้านบาท ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าการขยายตัวในพื้นที่ EEC ไม่ได้ชะลอลง และบริษัทที่อยู่แล้วกำลังเพิ่มทุนเพื่อขยายกิจการ
สุขภาพและการท่องเที่ยว
กระทรวงการคลังคาดว่าแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569 จะเปลี่ยนผ่านมาสู่อุปสงค์ภายในประเทศและภาคบริการอย่างชัดเจน โดยคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 2.5% และนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นกลับมาที่ 35.5 ล้านคน ทั้งสองตัวเลขนี้หนุนธุรกิจบริการสุขภาพโดยตรง
การลงทุนภาครัฐที่จะหดตัว
ประเด็นที่ต้องระวังคือกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าการลงทุนภาครัฐปี 2569 จะ หดตัว -1.7% เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อาจล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน นั่นหมายความว่าธุรกิจที่พึ่งพาโครงการภาครัฐเป็นหลัก เช่น ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน จะต้องรับมือกับช่วงว่างของงานในต้นปี 2570
AI และดิจิทัล ลดต้นทุน เพิ่มความได้เปรียบ
ธุรกิจในหมวด J ที่ "กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ" ติดอันดับที่ 19 ของธุรกิจกำไรสุทธิสูงสุด ด้วยกำไร 25,567.60 ล้านบาท จาก 13,772 ราย บ่งชี้ว่าความต้องการบริการที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการตัดสินใจทางธุรกิจมีมูลค่าในตลาดจริง กระทรวงการคลังยังระบุว่าการลงทุนด้านดิจิทัลและ AI เป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพราะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีมาใช้จึงมีแนวโน้มได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้นเรื่อยๆ
วิธีตรวจสอบความแน่นของตลาดก่อนตัดสินใจลงมือ
ข้อมูล DBD ไม่ได้ใช้ได้แค่ภาพรวม แต่ยังสามารถนำมาตรวจสอบโอกาสเฉพาะอุตสาหกรรมได้อย่างละเอียด
ดูจำนวนคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน DBD Data Warehouse แยกข้อมูลตามรหัส TSIC ซึ่งเป็นระบบจำแนกประเภทธุรกิจมาตรฐาน การค้นหาจำนวนบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ในหมวดเดียวกับที่สนใจ ช่วยให้รู้ว่าตลาดแออัดแค่ไหน และมีบริษัทที่มีขนาดใกล้เคียงกันอยู่มากน้อยเพียงใด
อ่านทุนจดทะเบียนเฉลี่ยของบริษัทใหม่ในอุตสาหกรรม ทุนจดทะเบียนเฉลี่ยบอกถึงอุปสรรคในการเข้าตลาด ตัวอย่างเช่น บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนใหม่ในปี 2568 มีทุนจดทะเบียนรวม 23,143.22 ล้านบาท จาก 4,865 ราย เฉลี่ยราว 4.75 ล้านบาทต่อราย ขณะที่ก่อสร้างทั่วไปที่ 6,734 รายมีทุนรวม 13,806.82 ล้านบาท เฉลี่ยราว 2.05 ล้านบาทต่อราย อุปสรรคการเข้าตลาดต่างกันชัดเจน
ตรวจสอบอัตราการเลิกกิจการเทียบกับการจดทะเบียนใหม่ ในปี 2568 ภาพรวมทั้งประเทศมีอัตราส่วนเลิกกิจการต่อจดทะเบียนใหม่อยู่ที่ประมาณ 22,783 ต่อ 85,251 ราย หรือประมาณ 26.7% แต่เมื่อดูรายธุรกิจ ร้านอาหารมีอัตราส่วนที่สูงกว่ามาก การคำนวณตัวเลขนี้ในหมวดที่สนใจช่วยวัด "ความอยู่รอด" ของอุตสาหกรรมนั้นได้
สิ่งที่ควรระวังคือตัวเลขจาก DBD บอกว่า "อะไรเคยเกิดขึ้น" ไม่ใช่ "อะไรจะเกิดขึ้น" การนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงต้องวิเคราะห์ควบคู่กับปัจจัยภายนอก เช่น นโยบายภาครัฐ แนวโน้มตลาดโลก และพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยน
ธุรกิจที่น่าสนใจในอนาคต
ข้อมูล DBD ปี 2568 ให้ภาพที่ชัดเจนกว่าการคาดเดาในหลายมิติ กลุ่มที่มีสัญญาณเชิงบวกทั้งจากกำไรสุทธิ การเพิ่มทุน และจำนวนบริษัทที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องได้แก่ พลังงานไฟฟ้า/ผลิตไฟฟ้า การขนส่งและคลังสินค้า บริการสุขภาพ เทคโนโลยีสารสนเทศ และอาหารที่มีจุดแตกต่างชัดเจน ขณะที่ค้าปลีกทั่วไปและก่อสร้างทั่วไปมีสัญญาณที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเข้าตลาด
สำหรับปี 2569-2570 ปัจจัยเร่งที่จะกำหนดว่าธุรกิจใดจะโตเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบอก ได้แก่ นโยบาย EV และ ESG ที่ผูกมัดทั้งภาครัฐและเอกชน การย้ายฐานการผลิตเข้ามาในพื้นที่ EEC และภูมิภาคอื่น และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรที่ไม่มีทางย้อนกลับ
ถ้าอยากเข้าถึงข้อมูลจดทะเบียนเชิงลึกเพื่อวิเคราะห์โอกาสได้เร็วและแม่นกว่าการอ่านรายงานทีละหน้า Corpus X ช่วยค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลนิติบุคคล ตั้งแต่จำนวนคู่แข่งในอุตสาหกรรม ทุนจดทะเบียนเฉลี่ย ไปจนถึงผลประกอบการของบริษัทในตลาดเดียวกัน ทดลองใช้ Corpus X ฟรี เพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมั่นใจ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
Business Data Report ข้อมูลนิติบุคคลประจำปี 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์
ข่าวแถลงฉบับที่ 7/2569 ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง วันที่ 27 มกราคม 2569